วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สภาพคล่องเงินบาทเริ่มตึงตัวหลังวิกฤติการเงินสหรัฐ

จัดทำบทความโดย
นาย ปรเมศวร์ ลีลานราภรณ์ เลขทะเบียน 4901208078

เรื่อง สภาพคล่องเงินบาทเริ่มตึงตัวหลังวิกฤติการเงินสหรัฐ

ณรงค์ชัยชี้ วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐ ที่กำลังเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อไทยด้านสภาพคล่องเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐหายไป โดยเฉพาะเงินกู้ระหว่างธนาคารหายไปและในตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้น เงินกู้ดอลลาร์สหรัฐระยะยาวก็กำลังจะหายไป

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐ ที่กำลังเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อไทยด้านสภาพคล่องเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐหายไป โดยเฉพาะเงินกู้ระหว่างธนาคารหายไปและในตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้น เงินกู้ดอลลาร์สหรัฐระยะยาวก็กำลังจะหายไป นายณรงค์ชัย กล่าวว่า การที่ไทยมีโครงการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งมีแผนที่จะระดมเงินทั้งจากการกู้เงินดอลลาร์สหรัฐและกู้เงินสกุลบาทผสมกัน แต่ขณะนี้ธนาคารที่ตกลงจะปล่อยกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐไม่ปล่อยกู้แล้วจะต้องกู้เป็นสกุลเงินบาท หรือกู้เงินบาทแล้วนำไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ

สภาพการณ์เช่นนี้ จะทำให้ความต้องการกู้เงินบาทมีมากขึ้นและขณะนี้เริ่มขึ้นแล้ว จนทำให้สภาพคล่องเงินบาทที่เคยล้นระบบเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดจะทำให้สถาบันการเงินไทยเริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่จะกู้เงินไปใช้ในการดำเนินธุรกิจจะยากกว่าเดิม และทำให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องเกิดขึ้นตามมา ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นบ้างแต่จะไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐทางการสหรัฐมีนโยบายชัดเจนว่า ต้องการที่จะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐออกมาต่ำ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้น เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยไลบอร์และอัตราดอกเบี้ยไลบอร์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตลาดเงินของโลก

ด้านการส่งออกของไทย นายณรงค์ชัย กล่าวว่า จะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไทยได้กระจายตลาดออกไปแล้ว แต่การส่งออกจะไม่ขยายตัวมากอย่างในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพราะยังไม่มีผู้ใดทราบว่า มาตรการช่วยเหลือมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลจะเป็นอย่างไร ทราบแต่เพียงว่าจะช่วยไม่ให้สถาบันการเงินปิดลงมากไปกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สถาบันการเงินอยู่รอด ซึ่งจากนี้ไปสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะรวมตัวกันซื้อทรัพย์สินระหว่างกันมากขึ้น ผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินจะหมดตัว อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์สถาบันการเงินในสหรัฐจากปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ยังไม่ทราบว่า จะจบลงเมื่อใด นายณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเงินดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้ ทำให้ในระยะต่อไปจะเกิดตราสารการเงินในสกุลอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

จากที่ผ่านมาตราสารการเงินส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นมากตามความต้องการของตลาดและผลพวงจากความไม่มั่นใจในอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ช่วงระยะข้างหน้า การตกลงการค้าจะหันไปใช้เงินสกุลอื่นแทนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น โดยประเทศในเอเชียจะมีการใช้เงินสกุลเอเชียค้าขายระหว่างกันมากขึ้น จากเดิมที่เคยมีแนวคิดแต่ทำไม่ได้ โดยเงินสกุลที่น่าจะนำมาใช้ค้าขายระหว่างกันได้แก่ เงินสกุลหยวนของจีน เยนญี่ปุ่น และเงินวอนของเกาหลี ซึ่งในอนาคตเอเชียบอนด์น่าจะเกิดขึ้นได้

ที่มา: http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=bab6d4c1-24a8-421b-a6ff-73f609a9af68

คำถามท้ายเรื่อง

1. วิกฤติการเงินของสหรัฐ ก่อผลกระทบต่อเมืองไทยอย่างไร

2. จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเงินดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้ ในอนาคตจะเกิดผลอย่างไร

3. เงินสกิลที่น่าจะนำมาใช้ค้าขายระหว่างกันได้แก่อะไร

ธปท.ระบุสภาพคล่องในประเทศยังไม่มีสัญญาณผิดปกติ

จัดทำบทความโดย
นาย ธีรภัทร เชาว์ปฎิภาณ เลขทะเบียน 4901208016

เรื่อง ธปท.ระบุสภาพคล่องในประเทศยังไม่มีสัญญาณผิดปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เผยตลาดหุ้นที่ปรับลดลงในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดการเงินไทยมาก ด้านสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น และค่าเงินบาท รวมทั้งการดำเนินงานของสถาบันการเงินไทยยังไม่มีสัญญาณผิดปกติ

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ตลาดหุ้นที่ปรับลดลงในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดการเงินไทยมาก ด้านสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น และค่าเงินบาท รวมทั้งการดำเนินงานของสถาบันการเงินไทยยังไม่มีสัญญาณผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ธปท.จะติดตามอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังต่อไปว่า จะชะลอตัวลงอีกหรือไม่

รองผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การเข้มงวดในการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์นับเป็นเรื่องปกติ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การเงินในต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ตามมา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสภาพคล่องในไทยมีเพียงพอต่อการใช้จ่ายในประเทศ และการขยายตัวสินเชื่ออยู่ในระดับ 2 หลัก อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

หากเศรษฐกิจชะลอตัวจนกระทบต่ออัตราการขยายตัวสินเชื่อ เพราะความต้องการน้อยลง เป็นเพียงความพยายามรักษามาตรฐานตามปกติ ไม่ได้ปิดกั้นการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการระวังจนไม่ปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจเลย อย่างไรก็ตาม ธปท. จะดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอกับการปล่อยสินเชื่อของระบบ ส่วนกรณีที่บางฝ่ายต้องการให้ ธปท.มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.5-1 ตามธนาคารกลางในหลายประเทศนั้น เห็นว่า กนง. ตัดสินใจในเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตามเงื่อนไขเวลาการประชุมที่แน่นอนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการประชุม กนง.วาระพิเศษ

ส่วนการพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับร้อยละ 3.75 เพราะความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อลดลง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินที่ให้ความสำคัญ อัตราเงินเฟ้อน้อยลงด้วย ขณะเดียวกันสถาบันการเงินไทยไม่ประสบปัญหาวิกฤติการเงินต่างประเทศมากนัก

ที่มา: http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=7b5202d6-204a-40cb-b2ca-afef3aca0807

คำถามท้ายเรื่อง

1. ธปท. ย่อมาจากคำว่าอะไร

2. กนง. ย่อมาจากคำว่าอะไร

3. สาเหตุที่ธปท. เข้มงวดต่อการพิจารณาการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ คืออะไร

ธปท.ลุยตลาดสวอปป้องกันเงินดอลลาร์สหรัฐขาดแคลน

จัดทำบทความโดย
นาย ชยุตม์ แซ่ลิ้ม เลขทะเบียน 4901208058

เรื่อง ธปท.ลุยตลาดสวอปป้องกันเงินดอลลาร์สหรัฐขาดแคลน

ขณะนี้เริ่มเห็นความผิดปกติในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ตลาด Swap) ซึ่งเป็นผลจากสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศที่ลดลงอย่างรุนแรง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าไปพิจารณาการเข้าไปขายเงินดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้ามากขึ้น

นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังการประชุมฝ่ายบริหารเงิน ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างชาติ เพื่อหารือถึงสถานการณ์การเงินโลกที่มีความผันผวน โดยระบุว่า ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ ระบุว่า ขณะนี้เริ่มเห็นความผิดปกติในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ตลาด Swap) ซึ่งเป็นผลจากสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศที่ลดลงอย่างรุนแรง โดยตั้งแต่เริ่มวิกฤตการเงินโลก เมื่อประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมเงินบาทในตลาด Swap หรือ Implied Thai Baht Fix ปรับลดลงมาก นอกจากนี้ จำนวนธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าก็ปรับลดลงมาก

“เหตุผล ที่อัตราดอกเบี้ยไทยบาท ปรับตัวลดลงเนื่องจากไปอิงกับอัตราดอกเบี้ยซื้อขายดอลลาร์ล่วงหน้าในตลาด สิงค์โปร์ หรือตลาดลอนดอน ซึ่งสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐมีน้อย ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ไทย และต่างประเทศในไทยที่มีสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐในมือ ก็ไม่อยากที่จะขายดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้า เพราะไม่แน่ใจว่า สภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลกจะเป็นอย่างไร และไม่แน่ใจความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนฯ รวมทั้งต้นทุนการถือดอลลาร์สหรัฐของแต่ละธนาคารก็แตกต่างกัน ทำให้ในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า มีความต้องการขายบาทมากกว่าขายดอลลาร์สหรัฐ และน่าเป็นห่วงกว่านั้น คือไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง แม้ว่าราคาดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าจะสูงขึ้น” นางสุชาดา กล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ไม่ใช่ว่าสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดการเงินไทยหายไป ในขณะนี้ทั้งสภาพคล่องเงินบาท และดอลลาร์สหรัฐยังมีเพียงพอ และในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศทันที (SPOT) หากมีความต้องการซื้อดอลลาร์สหรัฐก็ยังมีขายในราคาดอกเบี้ยปกติ แต่เมื่อเป็นตลาดล่วงหน้าความไม่แน่นอนของตลาดเงินโลกที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นรีรอไม่อยากทำธุรกรรม ทำให้เหมือนว่าตลาดปิด ซึ่งทำให้มีความเป็นห่วงว่า หากในช่วงต่อไปผู้นำเข้า และส่งออกต้องการที่จะซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ผู้ส่งออกนำเข้าไทยอาจจะมีต้นทุนในการประกันความเสี่ยงสูงขึ้น
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในขณะนี้คือ ธปท.จะเข้าไปพิจารณาการเข้าไปขายเงินดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้ามากขึ้น เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยไทยบาทไม่ผิดเพี้ยนจากต้นทุนที่แท้จริงมากนัก นอกจากนั้น ยังมีการพิจารณาร่วมกันระหว่าง ธปท. และสมาคมผู้ค้าเงินตราต่างประเทศว่าเมื่อ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในตลาดสิงค์โปร์ (Sibor) และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในตลาดลอนดอน (Libor) อยู่ในอัตราที่ผิดเพื้ยน จากความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลกที่มากขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังไม่เกิดขึ้นในประเทสไทย การซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือัตราดอกเบี้ยไทยบาทควรจะมาอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาด กรุงเทพ (Bibor) แทนดอกเบี้ยกู้ยืมในต่างประเทศ เพราะจะสะท้อนต้นทุนการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในตลาดเงินไทยมากขึ้น

ที่มา: http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=c3fbc956-dd6f-4172-90ff-134fa7919098

คำถามท้ายเรื่อง

1. อัตราดอกเบี้ยไทยบาทปรับตัวอย่างไร

2. จากข้อ1.เพราะเหตุใด

3. การแก้ไขปัญหาในขณะนี้ต้องทำอย่างไร

ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า

จัดทำบทความโดย
นาย สิทธิโชค จิรวาณิชสกุล เลขทะเบียน 4901208010

เรื่อง ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า

แบงก์ชาติระบุเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลจากความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ถูกกระทบจากสถานการณ์การเมืองและความวิตกกังวลในวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดจีดีพีโตแค่ 4% กว่า ชี้มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4

นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า วิกฤติการเงินสหรัฐฯและวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย โดยตัวเลขปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ลดลงสอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวเจอพิษการเมืองอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับสูงแม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. หดตัวต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. โดยไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4% เศษและมีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะชะลอตัวต่ำลงอีก รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.6% และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ขณะที่การใช้กำลังการผลิตเดือนนี้อยู่ในระดับ 68.2% เท่านั้น ถือเป็นการลดลงต่ำกว่า 70% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีการขยายตัวลดลงกว่าครึ่ง โดยในเดือน ก.ย. ขยายตัว 8.8% จากที่ขยายตัว 16.4% ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับภาคการส่งออกที่เดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 15.5% แต่ถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% ในไตรมาสก่อนและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสที่ 4 แสดงให้เห็นผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกที่มีผลต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16.5% จากผลของการเมืองที่เกิดความรุนแรงและการปิดของรัฐวิสาหกิจและสนามบินโดยระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%”

นางอมรากล่าวต่vว่า แม้รายได้ภาคการเกษตรที่สูงถึง 45.5% แม้จะลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ขยายตัว 57.5% แต่ก็ช่วยให้กำลังซื้อรถจักรยานยนต์ยังสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เทียบจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า

แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วง 3 เดือนต่อไปจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกักตุนเหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบริการขาดดุล 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐนั้น โดยสรุปงบปี 51 มีการเบิกจ่ายได้น้อยลงกว่าที่คาดโดยเบิกจ่ายได้ 92.3% จาก 94% และมีดุลเงินสดขาดดุลเพียง 24,000 ล้านบาท มีเงินคงคลังรายปีสุทธิเพิ่มขึ้น 87,100 ล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐน้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก และในปีงบ 52 แม้รัฐจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับอัตราการเบิกจ่ายจริงด้วย ส่วนนโยบายการเงินนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่มีแล้ว นโยบายการเงินในช่วงต่อไปคงผ่อนคลายมากขึ้นและพร้อมจะลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาดไว้

ที่มา: http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=50c6664a-6e74-4038-9456-88ef3ce3adea

คำถามท้ายเรื่อง

1. วิกฤตการณ์ทางการเงินโลกที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าอย่างไร

2. ภาวะการจ้างงานของประเทศไทยเป็นอย่างไร ตามที่ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

3. การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดเมื่อใด

เอกชน ห่วงบาทแข็งค่ากระทบส่งออก

จัดทำบทความโดย
นาย ณรงค์ศักดิ์ ตระกูลเงินทอง เลขทะเบียน 4901208058

เรื่อง เอกชน ห่วงบาทแข็งค่ากระทบส่งออก

"ประมนต์" เผยเป็นห่วงบาทแข็งค่า ตั้งทีมศึกษาตัวเลขส่งออก 5 เดือนแรกปีนี้ ขณะที่ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งข้าวและอาหารแช่เยือกแข็ง ห่วงค่าเงินบาทแข็งค่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร ทำให้แข่งขันได้ลำบาก ระบุตัวเลขส่งออกที่สวยหรูเป็นสินค้านำเข้าวัตถุดิบ วอนภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทางหอการค้าไทยจึงได้จัดทีมเพื่อลงไปศึกษาตัวเลขภาคการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ว่าผิดปกติหรือไม่ เพราะสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งขึ้น แต่ภาคการส่งออกกลับเติบโตสูงมาก เป็นการสวนทางกับทิศทางค่าเงินบาท คาดว่าทีมศึกษาเรื่องดังกล่าวจะหาข้อสรุปได้แล้วเสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว และใช้เป็นข้อมูลรายงานให้ภาครัฐรับทราบต่อไป

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง และอยู่ในระดับ 39-40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นผลดีต่อการส่งออกและการลงทุนของไทย แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้กระทบต่อภาคการส่งออก

แม้สถิติการส่งออกจะสูงขึ้น แต่สินค้าในประเทศไม่ได้ปรับขึ้น แต่เป็นราคาตกต่ำลง เช่น การส่งออกข้าว แม้ไทยจะส่งออกได้ถึง 7.4 ล้านตัน ในปีที่แล้ว แต่เสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่มีการปรับวิธีการปลูก ทำให้แม้ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยจะสูงขึ้น แต่เทียบเป็นเงินบาทลดลง และขณะนี้ผู้ส่งออกข้าวกังวลกับทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง น่าเป็นห่วงสำหรับการส่งออกภาคการเกษตรที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมากกว่า 80% และไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้ค่าเงินบาทอย่าให้แข็งค่ามากเกินไป โดยให้สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน รวมถึงภาครัฐควรจะช่วยผู้ประกอบการดูแลในเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระต้นทุน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนเป็นห่วงค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ภาครัฐจะพอใจกับตัวเลขการส่งออก แต่ข้อเท็จจริง กลุ่มสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงขึ้น เป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และนำมาผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่มาก แต่สินค้าที่เป็นวัตถุดิบในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง ข้าว มันสำปะหลัง และอื่นๆ ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมากกว่า 80% หากเงินบาทแข็งค่าเช่นนี้ จะขายสินค้าได้น้อยลง

ภาคการส่งออกจะแข่งขันได้ยาก เพราะสินค้าที่ได้รับผลกระทบจะอยู่ในกลุ่มภาคการเกษตร อาหาร ไทยเป็นผู้ผลิตภาคการเกษตรและอาหารค่อนข้างมาก และเป็นระดับรากแก้ว จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป รวมถึงหาแนวทางสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการไม่ได้รับผลกระทบทำให้ต้นทุนสูงเกินไป

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/2006/special/baht_2/pdf/14070250.html

คำถามท้ายเรื่อง

1. ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องอยู่ในช่วงระดับกี่บาทถึงกี่บาทต่อเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ

2. เพราะเหตุใด ภาคเอกชนถึงเป็นห่วงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

3. เพราะเหตุใด ในปัจจุบันภาคการส่งออกจะแข่งขันได้ยาก